<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวท้องถิ่น]]></title>
<link>https://radioburiram.prd.go.th/th/content/category/index/id/779</link>
<atom:link href="https://radioburiram.prd.go.th/th/content/category/index/id/779" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[รมว.กระทรวงยุติธรรม  เข้มการเผาหญ้า  เผาขยะ ไม่เว้นแม้แต่ในที่ดินตัวเองความผิดเอาโทษติดคุก  และถูกปรับ  ]]></title>
<link>https://radioburiram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/779/iid/495331</link>
<guid isPermaLink="false">59b71158ab1582e92af5f0cb6567f110</guid>
<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 15:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
         
            พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  เปิดเผยว่า  รัฐบาลออกมาตรการคุมเข้มการป้องกันเหตุอันก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย  จากปัญหาหมอกควันไฟ  ก๊าซลุกไหม้  ซึ่งส่งผลในด้านสุขอนามัยของประชาชนในพื้นที่  
             กฎหมายฉบับนี้  ผู้ใดก็ตามที่มีการกระทำการเผาหญ้า หรือเผาขยะ  แม้จะเผาในที่ของตนเอง  หากก่อให้เหตุรำคาญ  เข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยเจ้าพนักงานในท้องถิ่น  มีอำนาจ สั่งให้หยุดเผาได้  ความผิดทางกฎหมาย  ฝ่าฝืนคำสั่ง  จำคุกไม่เกิน 3 เดือน  ปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  หากก่อให้เกิดเพลิงไหม้อันตรายต่อผู้อื่น  จำคุกไม่เกิน 7 ปี  ปรับไม่เกิน 140,000 บาท          
             รมว.ยุติธรรม  ขอให้ประชาชน  ร่วมมือร่วมใจตระหนักถึงกฎหมายดังกล่าว พร้อมกำชับอำเภอ  เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และอบต.   สอดส่องดูแลท้องถิ่นของตนเองตลอดเวลา  ที่ไหนก็ตาม   ไม่ให้ประชาชนมีการกระทำเผาหญ้า เผาขยะ  ไม่เช่นนั้น ต้องดำเนินคดีความผิดทางกฎหมายอย่างไม่มีการละเว้น    เพราะจะส่งผลกระทบต่อสภาวะอากาศในชุมชน  โดยเฉพาะปริมาณ PM 2.5 ลดลง  และทำให้ประชาชนได้มีอากาศที่สะอาด ไม่ป่วยเพราะเหตุนี้ด้วย
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[     'พลังงาน' ปรับแผนถ่างราคาน้ำมัน 'E20' - 'แก๊สโซฮอล์' ให้มีส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร จูงใจให้ประชาชนเติม E20 มากขึ้น]]></title>
<link>https://radioburiram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/779/iid/486660</link>
<guid isPermaLink="false">3b47524a9ba4771b0e8ff58acf802a55</guid>
<pubDate>Thu, 19 Mar 2026 10:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
     'พลังงาน' ปรับแผนถ่างราคาน้ำมัน 'E20' - 'แก๊สโซฮอล์' ให้มีส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร จูงใจให้ประชาชนเติม E20 มากขึ้น

            กระทรวงพลังงาน ปรับราคาน้ำมัน E20 กับ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ให้มีส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาเติม E20 มากขึ้น 
โดยแม้ว่าในทางเทคนิค น้ำมัน E20 อาจจะมีอัตราการสิ้นเปลืองมากกว่าแก๊สโซฮอลอยู่บ้าง เนื่องจากมีสัดส่วนของเอทานอลผสมอยู่ 20% แต่ในความเป็นจริงแล้วถือว่าเป็นอัตราที่น้อยมากๆ แทบไม่เห็นความแตกต่างในการใช้งานจริง แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับความคุ้มค่าด้านราคา จะช่วยประหยัดเงินได้ถึง 5 บาทต่อลิตร

           ทั้งนี้ เนื่องจาก E20 เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอล ซึ่งผลิตได้เองภายในประเทศ เป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและจะทำให้ลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบที่มาจากต่างประเทศ และจะทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น

#nbtconnext]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ]]></title>
<link>https://radioburiram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/779/iid/484026</link>
<guid isPermaLink="false">03b244f9a2810a7a99fba709eb470bd6</guid>
<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 15:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
(3 มี.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (War Room) ร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้บริหารกระทรวงฯ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาค เพื่อรับทราบพัฒนาการและความคืบหน้าในการดูแลและช่วยเหลือคนไทยตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีรายงานคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบรุนแรง โดยกระทรวงการต่างประเทศ จะยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและเตรียมเส้นทางการอพยพทั้งทางบกและอากาศ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและข้อจำกัดด้านการปิดน่านฟ้า ตลอดจนประสานงานกับประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือคนไทยเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด 
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้มีการประชุมหารือผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับเอกอัครราชทูตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งและเตรียมมาตรการดูแลคนไทยในพื้นที่ โดยยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการอพยพคนไทยในประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงจำนวนประมาณ 270 - 300 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเดินทางออกจากอิหร่านและกลับสู่ประเทศไทยโดยเร็วที่สุด โดยภาครัฐได้เตรียมปัจจัยรองรับครบถ้วนเหลือเพียงขั้นตอนการประสานงานด้านเอกสารและกำหนดการเดินทาง สำหรับประเทศอิสราเอลซึ่งมีแรงงานไทยประมาณ 60,000 คน ปัจจุบันมีผู้แสดงความประสงค์เดินทางกลับประมาณ 20 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่มากนัก แม้ขณะนี้สถานการณ์ยังควบคุมได้ แต่รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับ
หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง 
ทั้งนี้ ได้กำชับเอกอัครราชทูตทุกประเทศให้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แก่คนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับหากไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศได้โดยตรงจะประสานเคลื่อนย้ายไปยังประเทศที่น่านฟ้า
ยังเปิด เพื่อเดินทางกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางอย่างรวดเร็วและรอบคอบ เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศอย่างดีที่สุด
สำหรับข้อกังวลถึงผลกระทบด้านพลังงานจากกรณีที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ รัฐบาลมีมาตรการบริหารจัดการน้ำมันอย่างรัดกุม สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายจำกัดการส่งออกได้หากมีความจำเป็นด้านความมั่นคง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอในทุกสถานการณ์ โดยปัจจุบันไทยยังคงสั่งห้ามส่งออกน้ำมันยกเว้นการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เนื่องจากความเป็นบ้านพี่เมืองน้อง และปัจจุบันไทยยังต้องซื้อไฟจากลาว อย่างไรก็ตามน้ำมันที่ส่งออกไปลาวเป็นส่วนที่เหลือหรือเกินจากปริมาณการใช้ใน ประเทศไทย ส่วนเรื่องราคาน้ำมันหากกำลังการผลิตน้ำมันของโลกได้รับผลกระทบ ย่อมส่งผลต่อกลไกตลาดและราคาพลังงาน รัฐบาลได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลในราคาลิตรละ 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป หลังจากนั้นจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชนอีกครั้ง โดยสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทุกสถานีขายน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท พร้อมยืนยันว่าปัจจุบันประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ภายในประเทศ ยังไม่เข้าสู่ขั้นวิกฤตและไทยไม่ได้มีแหล่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเท่านั้นแต่ยังมีแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นด้วย 
หากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลจะดูแลทั้งความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ การควบคุมค่าครองชีพภายในประเทศ การป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและการสำรองเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ โดยจะหารือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน เพื่อตรึงราคาสินค้าที่มีผลกระทบต่อต้นทุนจากการใช้ชีวิตของประชาชน ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 โดยจะดำเนินมาตรการทุกด้าน
เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด ด้านการสื่อสารข้อมูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งศูนย์แถลงข่าว เพื่อรายงานสถานการณ์ล่าสุดอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำชับหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดูแลความปลอดภัยภายในประเทศอย่างเข้มงวด ทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการดูแลชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น
และความเป็นเอกภาพในการบริหารสถานการณ์
สำหรับความมั่นคงด้านพลังงาน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ประชุม กบน. โดยที่ประชุมมีมติให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ราคา 29.94 บาทต่อลิตร ต่อเนื่อง 15 วัน แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้น มีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป หลังจากนั้นจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชนอีกครั้งหนึ่ง โดยวันที่ 4 มีนาคม 2569 สถานีบริการน้ำมันทุกสถานีจำหน่ายน้ำมันดีเซลลิตรละ 29.94 บาทต่อลิตร และเพิ่มการชดเชยน้ำมันดีเซล 2.77 บาทต่อลิตร อีกทั้งลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันในกลุ่มเบนซิน 0.38 - 0.70 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซินทุกชนิดที่หน้าสถานีบริการมีราคาคงเดิม
โดยกระทรวงพลังงาน ได้ตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์เนื่องจากมีแนวโน้มขยายวงกว้างและอาจเกิดผลกระทบต่อการปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงพลังงานจึงต้องเฝ้าระวัง
และวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกส่งสัญญาณผันผวนต่อเนื่อง และเพื่อไม่ให้ประชาชนในประเทศได้รับผลกระทบมากเกินไป ที่ประชุม กบน. จึงได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยลดแรงกระแทกดังกล่าว โดยลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ สำหรับน้ำมันในกลุ่มเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ เพื่อให้ราคาขายปลีกคงเดิม และขอให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะยังมีสำรองน้ำมันเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่กระทบต่อประชาชนมากนัก ทั้งนี้ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ เป็นบวกอยู่ที่ 2,459 ล้านบาท
สำหรับน้ำมันที่ใช้ในประเทศ 50% มาจากตะวันออกกลางยังมี 1 ใน 3 ที่ไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีน้ำมันอีก 40% ไม่ผ่านตะวันออกกลาง ทุกวันนี้ยังมีน้ำมันเข้ามาเติมเรื่อย ๆ ไทยยังมีเวลาในการหาแหล่งอื่น ส่วนน้ำมันสำรองที่มีประมาณ 60 วัน หมายถึงกรณีที่ไม่มีมาจากแหล่งอื่น ขณะนี้ได้มีการเจรจากับสหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ พร้อมขอให้เชื่อมั่นว่าไทยมีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอ 
ส่วนกรณีแก๊สธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำมาใช้ผลิตไฟฟ้า 20% ผ่านจากกาตาร์ 10-20% ไทยสามารถหาจากแหล่งอื่นได้ เช่น เพิ่มก๊าซในอ่าวไทย รวมถึงเจรจากับมาเลเซีย หรือ สปป.ลาว เป็นแผนสำรอง ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการน้ำมัน และไฟฟ้าได้ไม่ขาดแคลน 
ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน การกักตุนน้ำมันในปริมาณมาก เข้าข่ายผิดกฎหมายและอาจเกิดอันตรายจากการจัดเก็บที่ไม่ถูกวิธี กระทรวงพลังงานจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต พร้อมที่จะดำเนินมาตรการระงับการส่งออกตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของคนไทยเป็นสำคัญ 







]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ “ศุภจี” สั่งควบคุมราคาสินค้า บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน “ท่องเที่ยว” เร่งช่วยเหลือ นักท่องเที่ยวตกค้าง  ]]></title>
<link>https://radioburiram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/779/iid/484019</link>
<guid isPermaLink="false">fbf6c1b2c404beeffd06fe23ec7c0c3c</guid>
<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 15:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>

 (3 มี.ค. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการประชุมประเมินสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม พบว่า ไทยมีสัดส่วนการค้าโดยตรงกับประเทศคู่ขัดแย้งไม่สูง โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมูลค่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 3.67 ของมูลค่าการส่งออกรวม จึงยังไม่พบสัญญาณการยกเลิกหรือชะลอคำสั่งซื้อในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งผลกระทบที่มีนัยสำคัญจะอยู่ในระดับภูมิภาคตะวันออกกลางและภาพรวมเศรษฐกิจโลก ขณะนี้มีความตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการขนส่งสินค้าทางเรือผ่านเส้นทางหลักในภูมิภาคดังกล่าว สถานการณ์ความไม่ปลอดภัยและข้อจำกัดด้านเส้นทางเดินเรือได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าทางเรือโดยตรง ทำให้ผู้ประกอบการที่ต้องขนส่งสินค้าทางเรือหลายรายต้องปรับเส้นทางเดินเรือ เพิ่มระยะเวลาเดินทาง ส่งผลให้ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังเกิดความตึงตัวของตู้คอนเทนเนอร์และตารางเรือในบางเส้นทางซึ่งกระทบต่อผู้ส่งออกไทย
นอกจากนี้ราคาพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งในระยะถัดไป กระทรวงพาณิชย์จึงประเมินว่าแม้ผลกระทบทางตรงยังจำกัดแต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านกลไกราคาและโลจิสติกส์ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด จึงกำหนดมาตรการเชิงรุก 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1. การบริหารจัดการราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาส กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ป้องกันการกักตุนหรือปรับขึ้นราคาเกินสมควร พร้อมติดตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานสู่ราคาสินค้า
2. การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง ประสานผู้นำเข้าสำรวจสต็อกและกระจายความเสี่ยงไปยังแหล่งนำเข้านอกพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสนับสนุนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น
3. การสนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ร่วมกับภาคเอกชนประเมินผลกระทบค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการบริหารต้นทุน การปรับเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า และการกระจายตลาดเพื่อลดความเสี่ยง
4. การประสานงานใกล้ชิดกับผู้ประกอบการที่ต้องขนส่งสินค้าทางเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ติดตามสถานการณ์เส้นทางเดินเรือ ความแออัดของท่าเรือ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประเมินผล
ต่อโครงสร้างต้นทุนการส่งออก
5. การขับเคลื่อนบทบาทเชิงรุกของทูตพาณิชย์ มอบหมายให้รายงานสถานการณ์การค้า ความเชื่อมั่นผู้นำเข้า และมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการไทยในการบริหารความเสี่ยง
6. การวิเคราะห์ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคา ประเมินผลจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างต้นทุนและมูลค่าการส่งออก เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างตรงจุดและทันท่วงที
ทั้งนี้รัฐบาลเตรียมแผนรองรับ ทั้งการดูแลราคาสินค้า การบริหารจัดการต้นทุน และการสนับสนุนผู้ส่งออกให้สามารถรักษาตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด 
เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการค้าไทยในช่วงสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถขอรับคำปรึกษาและติดตามข้อมูลสถานการณ์การส่งออกเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1169
ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงานเพื่อติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้ประสานไปยังผู้ค้าน้ำมันที่เป็นพันธมิตรกับกรม ได้แก่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที พีที บางจาก และซัสโก้ ซึ่งทุกรายแจ้งว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด ประกอบกับกระทรวงพลังงานยังคงมีมาตรการตรึงราคาน้ำมันในช่วงนี้ จึงยังไม่มีเหตุปัจจัยด้านต้นทุนพลังงาน  ที่จะทำให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ และได้ย้ำชัดเจนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ได้เร่งประสานไปยังผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายราย ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนและเพื่อป้องกันการฉวยโอกาส 
ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนกลาง และประสานไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและการขนส่ง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมป้องกันการอ้างสถานการณ์ต่างประเทศเป็นเหตุปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร และกำชับผู้ประกอบการให้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย ทั้งนี้การฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ  การกักตุนสินค้า หรือกระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกเนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอและยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนพบเห็นการขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีพฤติการณ์กักตุนสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือแจ้งผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที
ขณะที่นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อเป็นการติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการ 
3 มาตรการ ได้แก่ 1. แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้บริหารจัดการราคาสินค้าและบริการ โดยป้องกันการฉกฉวยโอกาสการขึ้นราคาและการกักตุน รวมทั้งกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาพลังงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด 2. สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ไม่ตื่นตระหนก เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจการดำเนินงานของภาครัฐในการดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้กับประชาชน และ
 3. กำกับดูแลการปฏิบัติงานของส่วนราชการภายในจังหวัดตามแนวทางและมาตรการของรัฐบาลและของทุกส่วนราชการอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ให้ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอเป็นช่องทางเพื่อรับแจ้งข้อมูลหรือข้อร้องเรียนในกรณี
มีผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว
ส่วนการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้าง นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ภาพรวมการยกเลิกเที่ยวบินในตะวันออกกลาง สะสม 4 วัน (28 ก.พ. - 3 มี.ค. 69) มีการยกเลิกเที่ยวบินขาออก 105 เที่ยวบิน ขาเข้า 61 เที่ยวบิน รวมเป็น 166 เที่ยวบิน แต่ไม่มีรายงานผู้โดยสารตกค้างตามสนามบิน ทั้งนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อกลับประเทศได้ สำหรับผู้ที่การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง (Overstay) ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 
- กรณีประสงค์จะเดินทางออกนอกประเทศ จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียค่าเปรียบเทียบปรับ
- กรณีประสงค์จะขออยู่ต่อชั่วคราว พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายก่อน จากนั้นจึงจะพิจารณาอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปได้อีก ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยผู้ยื่นคำร้องจะต้องเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณา ดังนี้
- แบบคำขออนุญาตเพื่ออยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไป (ตม.7)
- สำเนาหนังสือเดินทาง หรือ เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง
- หนังสือรับรองจากสถานทูต หรือ สถานกงสุล (ในกรณีที่
ไม่สามารถขอหนังสือรับรองได้ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะทำการบันทึกถ้อยคำ เพื่อระบุเหตุผลและความจำเป็นในการขออนุญาตอยู่ต่อเป็นการชั่วคราว ตามแบบฟอร์มที่กำหนดไว้)
- แบบฟอร์มการแจ้งข้อมูล (แบบ สตม.2, สตม.2/1 และ สตม.9)
ทั้งนี้ มาตรการเยียวยาดังกล่าวจะเริ่มมีผลดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือจนกว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[โครงการชลประทานบุรีรัมย์ ร่วมประชุมคณะทำงานติดตามและขับเคลื่อนงานสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง]]></title>
<link>https://radioburiram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/779/iid/483600</link>
<guid isPermaLink="false">1af86aa622b95e4790b6f88f6aa98dbf</guid>
<pubDate>Mon, 09 Mar 2026 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>

วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมศูนย์ราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ นายราเมศ พวงพรหม ผู้อำนวยการโครงการชลประทานบุรีรัมย์ มอบหมายให้นายนาวิน เปียนขุนทด หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 พร้อมเจ้าหน้าที่โครงการฯ เข้าร่วมประชุมคณะทำงานติดตามและขับเคลื่อนงานสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง โดยมีนายศรีธรรม ราชแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาสถานีวิจัยการเกษตรและโครงการหลวงโนนดินแดง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาที่ครบวงจร โดยเน้นการสร้างรูปแบบการใช้ประโยชน์พื้นที่โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น และส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรม เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมแก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อให้การดำเนินงานของสถานีวิจัยฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดบุรีรัมย์ในการพัฒนาการเกษตรเชิงวิจัยและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน โดยใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน เพื่อก้าวสู่การเป็นต้นแบบของการพัฒนาเกษตรกรรมที่ครบวงจรในระดับจังหวัดต่อไป





]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เกษตรบุรีรัมย์ร่วมประชุมคณะกรรมการสถิติระดับจังหวัด ครั้งที่ 1/2569 ขับเคลื่อนข้อมูลเพื่อการพัฒนาพื้นที่]]></title>
<link>https://radioburiram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/779/iid/483597</link>
<guid isPermaLink="false">f457e65cf3846ab954c592876cfb34b7</guid>
<pubDate>Mon, 09 Mar 2026 16:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
วันที่ 4 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมพนมรุ้ง ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ โดยนางสาวนิกร สมมุ่ง เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ มอบหมายให้นางสาวยุพิน ประทัด นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสถิติระดับจังหวัด ครั้งที่ 1/2569

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาข้อมูลสถิติและสารสนเทศระดับพื้นที่ 76 จังหวัด มีเป้าหมายสำคัญในการจัดทำชุดข้อมูลที่จำเป็นและตอบโจทย์การพัฒนาในระดับพื้นที่ โดยเน้นข้อมูลที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด รวมถึงการรวบรวมข้อมูลที่สะท้อน “Pain Point” หรือประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยมี นายสมบูรณ์ สุธีระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการสถิติระดับจังหวัด ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการจัดทำข้อมูลที่ทันสมัย ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเกษตร เพื่อสะท้อนสถานการณ์การพัฒนาของจังหวัดได้อย่างรอบด้าน

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการข้อมูลสถิติและสารสนเทศระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการวางแผนและการตัดสินใจเชิงนโยบายของจังหวัดบุรีรัมย์ อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและชุมชนได้อย่างแท้จริง




]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศูนย์การศึกษาพิเศษบุรีรัมย์ จัด Open House โชว์ศักยภาพผู้เรียน สร้างทักษะชีวิตยั่งยืน”]]></title>
<link>https://radioburiram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/779/iid/483594</link>
<guid isPermaLink="false">7ef7070b9847a50615a8513f23f44aa3</guid>
<pubDate>Mon, 09 Mar 2026 15:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ จัดกิจกรรม Open House อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการมุ่งพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ สร้างทักษะชีวิตที่ยั่งยืน และส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

ในการนี้ นางสาวพันทิวา หทยาภิรมย์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย นายปัญญาวัฒน์ ดรหลาบคำ รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นแก่ นางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม Open House พร้อมด้วย นายสมพงษ์ เลาลักษณ์จรรยา ผู้อำนวยการโรงเรียนประกาศธรรมคุณวิทยา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน เครือข่ายสถานศึกษา และแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายภาคส่วนที่เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความภาคภูมิใจ มีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานนักเรียนในหลากหลายกลุ่มสาระและทักษะการเรียนรู้ อาทิ ฐานการเรียนรู้ตามหลัก “๙ อย่างพอเพียง” ที่บูรณาการแนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับการจัดการศึกษาพิเศษ การสาธิตกิจกรรมฝึกทักษะอาชีพ เช่น งานประดิษฐ์ งานเกษตรเพื่อการเรียนรู้ งานฝึกทักษะในชีวิตประจำวัน รวมถึงการนำเสนอผลงานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนพัฒนาการของผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและผู้เข้าร่วมงานได้เยี่ยมชมกระบวนการจัดการเรียนการสอน ห้องเรียนเฉพาะทาง สื่อ นวัตกรรม และเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดการศึกษาพิเศษ และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ครอบครัว และชุมชน







]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุลกากรช่องจอม” คุมเข้มการขนส่งน้ำมันและสินค้าเกษตรในเขตอีสานใต้ .. ยืนยันน้ำมันในไทยยังมีพอและไม่ขาดแคลน !!]]></title>
<link>https://radioburiram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/779/iid/483577</link>
<guid isPermaLink="false">5a048f861012f1348e55d7ec52aae91c</guid>
<pubDate>Mon, 09 Mar 2026 15:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
“ศุลกากรช่องจอม” คุมเข้มการขนส่งน้ำมันและสินค้าเกษตรในเขตอีสานใต้ .. ยืนยันน้ำมันในไทยยังมีพอและไม่ขาดแคลน !!

นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยังคงดำเนินการสู้รบ มีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้สถานการณ์น้ำมันทั่วโลกเกิดความตื่นตระหนก รวมถึงการที่รัฐบาลไทยสั่งระงับการการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศยกเว้นลาวและพม่านั้น 

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร น.ส.สุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีฯ น.ส.ลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศุลกากรภาค 2 ได้กำชับเป็นให้ด่านศุลกากรช่องจอม ในฐานะที่รับผิดชอบ 3 จังหวัดในเขตอีสานใต้ คือ สุรินทร์ , บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ซึ่งมีพรมแดนติดกัมพูชา และเป็นเส้นทางหลักที่จะผ่านไปยังอีสานตอนบนซึ่งติดกับลาวให้เข้มงวดกวดขันสินค้าประเภทน้ำมันอย่างจริงจัง

นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าจากข้อห่วงใยของรัฐบาลและผู้ฅนในแถบอีสานใต้ที่มีความกังวลว่าน้ำมันกำลังจะกลายเป็นของหายากและขาดแคลน ทางด่านศุลกากรช่องจอมจึงได้จัด “รถตรวจการณ์ศุลกากร” ออกพื้นที่ตามถนนเส้นทางหลักที่มุ่งสู่เขตอีสานตอนบนเพื่อ “กดดัน เข้มงวด กวดขัน และป้องปราม” สินค้าประเภทน้ำมันรวมถึงสินค้าเกษตรที่ไม่พึงปรารถนาประเภทอื่นๆ เช่น “มันสำปะหลัง หอมใหญ่ ไข่ไก่ ฯลฯ“ เพื่อสร้างความอุ่นใจและมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่

“สถานการณ์น้ำมันและปั๊มน้ำมันในเขตพื้นที่อีสานใต้ที่อยู่ความรับผิดชอบของด่านศุลกากรช่องจอมยังคงปกติเพียงพอและอยู่ในสายตาของเราตลอด .. ทั้งนี้เรายังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเข้มงวดอยู่เสมอเพื่อไม่ให้สินค้าที่มีความอ่อนไหวเหล่านี้ออกนอกลู่นอกทางและสร้างความเดือดร้อนและไม่สบายใจให้กับพี่น้องประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร”
นายประสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยาชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด ครบแล้วทุกครัวเรือน รวมกว่า 3,313 ล้านบาท]]></title>
<link>https://radioburiram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/779/iid/483548</link>
<guid isPermaLink="false">ceddf5df8b1b1bf9c84369f3e4e3b240</guid>
<pubDate>Mon, 09 Mar 2026 15:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
📌 รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยาชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด ครบแล้วทุกครัวเรือน รวมกว่า 3,313 ล้านบาท

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 และวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เห็นชอบให้จ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กระทำของกองกำลังนอกประเทศบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม และธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก รวมถึงทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทางการเกษตรและสิ่งสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหาย

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยโอนเงินช่วยเหลือเยียวยาครัวเรือนผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสินเข้าบัญชีผู้ประสบภัยครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ตราด สระแก้ว อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งผลการโอนเงินช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยสำเร็จครบแล้ว 695,945 ครัวเรือน รวมกว่า 3,313 ล้านบาท โดยประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือครบทุกครัวเรือน 

แบ่งเป็นการโอนเงินตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โอนเงินสำเร็จ 307,188 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 1,375,518,000 บาท (ข้อมูลวันที่ 26 ธ.ค. 2568 เวลา 17.30 น.) และการโอนเงินตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 โอนเงินสำเร็จ 388,757 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 1,938,376,000 บาท (ข้อมูลวันที่ 20 ก.พ. 2569 เวลา 17.30 น.) โดยจังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ เป็นจังหวัดที่มียอดการโอนเงินสำเร็จ และจำนวนครัวเรือนที่ได้รับความช่วยเหลือสูงสุด

รัฐบาลคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมดูแลช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมกันนี้ รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บูรณาการการทำงานอย่างเต็มสรรพกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างเคร่งครัด 

#กรมประชาสัมพันธ์]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จังหวัดบุรีรัมย์จัดใหญ่! รณรงค์ "วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน" ตั้งเป้าลดผู้เสียชีวิตต่อเนื่อง มุ่งสู่ถนนปลอดภัยในปี 2570]]></title>
<link>https://radioburiram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/779/iid/477511</link>
<guid isPermaLink="false">716ce3b41589e03ef973eb76fa9eb6c9</guid>
<pubDate>Wed, 18 Feb 2026 15:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
จังหวัดบุรีรัมย์จัดใหญ่! รณรงค์ "วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน" ตั้งเป้าลดผู้เสียชีวิตต่อเนื่อง มุ่งสู่ถนนปลอดภัยในปี 2570

[บุรีรัมย์ – 18 กุมภาพันธ์ 2569] นายศรีธรรม ราชแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์เนื่องใน "วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน" ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ บริเวณหน้าโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม โดยมีรองนายกเทศมนตรีนครบุรีรัมย์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง]]></description>
</item>
</channel>
</rss>
